ความฝันวัยเด็ก



ยังจำความฝันวัยเด็กของเราได้ไหม..

ช่วงเรียนม.4 อยากเรียน Food Science เพราะอยากทำน้ำพริกหนุ่มอัดกระป๋อง แต่ความฝันนี้ก็จบลงช่วง ม.5 เมื่อเรารู้ตัวสายวิทย์ฯมันยากเกินไปสำหรับเรา

กลับมามองตัวเองอีกครั้ง เราถนัดด้านไหน ด้วยความที่เป็นเด็กกิจกรรม ชอบการแสดงบนเวที ชอบพูด จึงตัดสินใจว่าคงต้องเปลี่ยนสายแล้วล่ะ ม. 6 จึงเลือกสอบสายศิลป์ฯ เลือกคณะสื่อสารมวลชน และเลือกที่จะเรียนแขนงวิชาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ความคิดในตอนนั้นหวังว่าสายนี้ก็จะทำให้เราได้เข้าวงการบันเทิง เราจะดัง และจะมีคนมาซื้อ น้ำพริกหนุ่มของเรา 555 (ความคิดเด็กน้อยจริงๆ)

อาจารย์ผู้สัมภาษณ์ถามว่าเพราะเหตุใดถึงเลือกจะเรียนแขนงวิชานี้ เราก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า จะใช้ความรู้ที่ได้เรียนไปพัฒนาของที่บ้าน “อยากจะขายน้ำพริกหนุ่มค่ะอาจารย์”

พอเรียนเข้าจริงๆ เราเริ่มลืมความฝัน ทิศทางมันเริ่มเพี้ยน ตอนนั้นความคิดเปลี่ยน ถ้าเรียนจบขอไปใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ อยากเห็นแสงสี อยากใช้ชีวิต เชียงใหม่มันน่าเบื่อ

เดินทางตามหาฝันใหม่ ได้ฝึกงานที่บริษัทชื่อดัง ด้านเสื้อผ้าแฟชั่น ฝึกงานในส่วนของการตลาด เป็นประสบการณ์ที่ดีมากได้ทำงานกับพี่ๆในองค์กรที่น่ารัก เจอนางแบบเยอะมาก เจอคนดังเยอะ เราสนุก เราแฮปปี้ แต่ก็มีความเหงาทุกครั้งที่กลับมาหอ ซ้อนท้ายพี่วินก็ดูจะใช้ชีวิตเสี่ยงตลอดเวลา หาของอร่อย อาหารพื้นเมืองแบบรสมือแม่ก็ยากมาก ทุกอย่างแพง นี่มันเป็นความฝันของเราจริงๆเหรอ?  

ตอนนั้นเราตอบตัวเองไม่ได้หรอก รู้ไหมเราหลอกตัวเองด้วยวิธีไหน หลังจากฝึกงานเสร็จ เรียนจบ เราขอเงินพ่อกับแม่1 ก้อน เพื่อไปทำงานร้านอาหารอยู่ที่อเมริกา 5 เดือน เพราะยังไม่กล้าเจอกับโลกความจริง

โอ้โห นึกว่าจะหนีโลกแห่งความจริงได้ “หนีเสือปะจระเข้” วันนี้เข้าในสุภาษิตนี้แล้ว นี่มันแรงงานต่างด้าวชัดๆ ทั้งกวาดพื้น ขัดพื้น เช็ดกระจก ทำความสะอาดทุกอย่าง เก็บโต๊ะ ยกโต๊ะ ล้างส้วม ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่ดี งานที่ทำได้ก็เป็นงานที่ใช้แรงงานทั้งนั้น 555  

5 เดือนผ่านไปเร็วมาก หมดเวลาโกหกตัวเองแล้ว เราต้องเลือกแล้วจริงๆ จะไปกรุงเทพฯ หรือ จะกลับบ้าน…



สุดท้าย เราเลือกฝันแรก แต่การเริ่มต้นมันไม่ง่ายเลย เพราะต้องทนแรงกดดันจากคนที่หวังดี และคำถามมากมายที่เราตอบไม่ได้
“เรียนจบมา ทำไมถึงมาเป็นแม่ค้า ขายของในตลาด”
"ไม่สงสารพ่อกับแม่เหรอ อุตส่าห์ส่งเรียนสูง"
"ทำไมไม่ทำงานที่ตรงสายที่เรียนมา"
"อ่าว! นึกว่าทำงานอยู่กรุงเทพฯ"
"มึงโอเคปะ กูว่ามึงน่าจะไปทำงานที่.."



ได้ยินแบบนี้บ่อยๆ คิดว่าจะเสียเซล์ฟไหม เราก็มีน้อยใจบ้างแหล่ะ บางครั้งก็แอบร้องไห้คนเดียว(ไม่ชอบให้ใครเห็นน้ำตา) คือจริงๆเราก็ไม่รู้หรอกคนนอกเขามองเราอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราพูดกับตัวเองเสมอ เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และเรารู้ตัวเองเสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ 

อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร และถ้าเรามองเห็นภาพตัวเองในอนาคตและมีความเชื่อในตัวเองมากพอ เราจะมีความกล้ามากกว่าความกลัว และทนต่อทุกสภาพแรงกดดัน และที่สำคัญ เราต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของทุกความฝัน มันต้องใช้เวลาและการลงมือทำ



ฉันยังไม่เคยลืมเธอนะ ฉันกำลังสัมผัสเธอทีละน้อย ความฝันวัยเด็กของฉัน..

ทราย กิ๋นลำกิ๋นดี


Leave a comment


Please note, comments must be approved before they are published